degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed
โรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก JCI (USA) Jci


มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้

ข่าวดีของคุณผู้หญิงที่จะได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องมะเร็งปากมดลูกที่หลายท่านอาจจะละเลยที่จะมาพบแพทย์สม่ำเสมอ เนื่องจากคิดว่าตัวเองไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่อาจจะมีภัยเงียบซ่อนเร้นอยู่ก็เป็นได้

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกคืออะไร

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงไทย พบมากในกลุ่มอายุ 35-60 ปี และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ด้วย ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อ HPV (Human papilloma virus) ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อ HPV ได้ง่ายขึ้นประกอบด้วย

  1. ปัจจัยเสี่ยงทางนรีเวช
    • การมีคู่นอนหลายคน
    • การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย
    • การตั้งครรภ์หรือมีลูกหลายคน
    • การมีประวัติเป็นกามโรค
    • การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
    • การไม่มารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย
    • สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาต
    • สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาคนก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก
    • ผู้ชายที่เคยเป็นกามโรค
    • ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน
  3. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
    • การสูบบุหรี่
    • ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น การติดเชื้อไวรัสเอดส์ กินยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

มะเร็งปากมดลูกจะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่จะพบเซลล์ปากมดลูกผิดปกติแบบค่อยเป็นค่อยไปจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการตรวจคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

เชื้อ HPV คืออะไร ?

เชื้อ HPV เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ชนิดที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15 สายพันธุ์ แบ่งเชื้อ HPV เป็น 2 กลุ่มคือ

1. HPV ชนิดกลุ่มความเสี่ยงสูง

คือ HPV ที่ทำให้เกิดรอยโรคที่ปากมดลูก ซึ่งพบว่าเป็นสายพันธุ์ 16 และ 18 มากที่สุด ร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกเกิดจาก 2 สายพันธุ์นี้

2. HPV ชนิดความเสี่ยงต่ำ

คือเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ (genital warts) ได้แก่ สายพันธุ์ 6 และ 11

อาการของผู้ติดเชื้อ HPV

สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมีโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ง่าย ซึ่งบางส่วนอาจหายไปได้เอง และบางส่วนการติดเชื้อจะยังคงอยู่ทำให้เกิดรอยโรคของมะเร็งปากมดลูก ซึ่งการติดเชื้อ HPV ที่ปากมดลูกจะไม่มีอาการอะไรให้เห็นชัดเจน นอกจากจะตรวจหาเชื้อที่ปากมดลูกหรือตรวจหาเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูก (Pap smear) เท่านั้น ซึ่งการติดเชื้อรุนแรงหรือคงอยู่นานจะก่อให้เกิดรอยโรคที่ปากมดลูก ถ้าไม่ได้รับการตรวจพบและรักษาก็จะดำเนินโรคเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

การตรวจ Pap smear คืออะไร ?

เป็นการตรวจคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง โดยตรวจดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมี 2 วิธีคือ

1. วิธีมาตรฐาน (Conventional Pap smear)

โดยใช้อุปกรณ์ป้ายเก็บเซลล์เยื่อบุปากมดลูก แล้วป้ายลงบนแผ่นสไลด์แก้วก่อนส่งไปย้อมสี และส่งตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์

2. วิธีใหม่ (Liquid Based Cytology)

ใช้อุปกรณ์ป้ายเยื่อบุปากมดลูกออกมาเก็บในขวดน้ำยารักษาสภาพเซลล์ แล้วนำเซลล์เยื่อบุปากมดลูกมาตรวจสอบบนแผ่นสไลด์อีกครั้งทำให้อ่านผลได้ชัดเจนและแม่นยำมากขึ้น

จะป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร ?

มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุ หรือลดปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ HPV ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และปัจจุบันสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยการฉีดวัคซีน (HPV vaccine) โดยจะการลดการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีอยู่ในวัคซีนได้ (16,18) ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70

ฉีดวัคซีนแล้วต้องตรวจอีกหรือไม่ ?

วัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV จากสายพันธุ์อื่นนอกจากสายพันธ์ 16,18 ได้ ดังนั้น จึงต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอทุกปีด้วยวิธีการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

วัคซีนจะได้ประโยชน์สูงสุดในสตรีที่ไม่เคยติดเชื้อ HPV มาก่อน คือฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ ช่วงวัยรุ่นตั้งแต่อายุ 9-26 ปี จะมีการตอบสนองจากวัคซีนโดยสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงสุด แต่ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่า วัคซีนอาจจะป้องกันการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ และวัคซีนยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงในสตรีอายุ 35-45 ปีด้วย โดยระดับภูมิคุ้มกันสูงประมาณร้อยละ 70 ของสตรีอายุ 16-23 ปี

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยประการใดควรปรึกษาสูติ-นรีแพทย์ของท่านก่อนจะเป็นการดีที่สุด เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนยังคงต้องดำเนินการค้นคว้าวิจัยและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
© 2018 โรงพยาบาลขอนแก่นราม