degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed
โรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก JCI (USA) Jci
label

ต้อกระจก และเลนส์แก้วตาเทียม

สาเหตุของต้อกระจก

  1. เป็นมาแต่กำเนิด
  2. เป็นจากโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลได้ไม่ดี เบาหวานมักจะทำให้เกิดต้อกระจกได้เร็ว และเปลี่ยนแปลง รูปตาต้อกระจกเร็วกว่าต้อกระจกในคนที่ไม่เป็นเบาหวาน
  3. จากการกินหรือหยอดยาสเตียรอยด์บ่อยๆ หรือนานๆ
  4. จากรังสีเอกซเรย์ (X-Ray) หรืออินฟราเรด (Infrared)
  5. รังสีอุลตราไวโอเลตหรือยูวี UV (น้อยกว่า 400 มิลลิเมตร) ซึ่งพบในงานเชื่อมโลหะหรือเล่นหิมะแล้วไม่สวมแว่นป้องกันรังสียูวี คนมักเข้าใจผิดว่าแว่นตาดำสามารถกรองรังสียูวีได้ จริงๆ แล้วเป็นการลดความเข้มข้นของแสงลงเฉยๆ แว่นที่จะกรองรังสียูวีได้ จะต้องมีสารที่ดูดซับยูวีไม่ให้วิ่งผ่านเข้าสู่ตาผู้สวมใส่ โดยแว่นนั้นไม่จำเป็นต้องมีสีดำ โดยทั่วไปแล้วแว่นตาที่เราใส่ก็สามารถกรองยูวีได้ถึง 98% อยู่แล้ว
  6. ไฟช็อต
  7. อุบัติเหตุ อาจเป็นแรงกระแทกหรือของมีคมบาดทะลุถึงเลนส์
  8. การอักเสบของม่านตาบ่อยๆ
  9. การเกิดต้อหินเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็นำไปสู่การขุ่นของเลนส์ตา เป็นต้อกระจกได้
  10. ความชราเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของต้อกระจกประมาณ 95% ของคนอายุตั้งแต่ 65% ปีขึ้นไปจะเป็นต้อกระจกไม่มากก็น้อย

รูปแสดงการมองเห็นภาพของ เลนส์ในตาปกติ รูปแสดงการมองเห็นภาพของ ต้อกระจกอาการของต้อกระจก

  1. เห็นแสงไฟแตกกระจาย ทำให้มีปัญหาในการขับรถตอนกลางคืน
  2. การมองเห็นมัวลง
  3. เห็นภาพซ้อน โดยเฉพาะเวลากลางคืนอาจเห็นดวงจันทร์หลายดวง
  4. การมองเห็นสีผิดไป นักวาดภาพที่เป็นต้อกระจก มักจะระบายสีภาพออกไปทางน้ำตาลหรือเหลืองมากกว่าปกติ
  5. อ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใช้แว่น (Second Sight) เนื่องจากต้อกระจกทำให้เกิดสายตาสั้นในช่วงแรก ผู้เป็นต้อกระจกในระยะนี้มักเข้าใจผิดว่าตัวเองตาดี (สายตากลับ) ไม่เป็นโรคตา

การรักษาต้อกระจก

  1. แว่นกันแดด ผู้ป่วยบางรายจะให้ประวัติว่าออกแดดตาจะมัว ถ้าอยู่ในร่มหรือในบ้านจะเห็นดีกว่า แสดงว่าต้อกระจกเป็นตรงกลาง การใช้แว่นกันแดดเวลาเดินทางออกไปในที่สว่างมากๆ จะช่วยลดอาการตามัวได้
  2. แว่นสายตา ต้อกระจกในระยะแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงของสายตา การตรวจสายตาและตัดแว่นสายตาจะช่วยทำให้เห็นดีขึ้น
  3. การผ่าตัด ปัจจุบันมี 2 วิธี
    1. การผ่าตัดตามปกติ เป็นการเปิดแผลกว้าง 9 มม. และคลอดตัวแก่นต้อกระจกและใส่เลนส์ตาเทียมชนิดแข็ง การผ่าตัดโดยวิธีนี้ต้องฉีดยาชา ค่าใช้จ่ายถูกกว่าวิธีที่ 2 ข้อเสียคือ ใช้เวลาพักฟื้นนานต้องระวังแผลเป็นเวลา 2 เดือน อาจมีสายตาเอียงเพราะต้องเย็บและแผลกว้างโอกาสติดเชื้อจะมีมากกว่า
    2. การสลายด้วยอุลตราซาวด์ (Phacoemulsification) ด้วยเครื่องสลายที่มีความทันสมัย เปิดแผลเพียง 2.2-3.0 มม. เครื่องมือพิเศษจะสลายต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็กๆ และดูดออก ทิ้งถุงหุ้มเลนส์แก้วตาธรรมชาติไว้เพื่อจะสอดเลนส์แก้วตาเทียมชนิดนิ่มเข้าไปแทน วิธีนี้จะดีมีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บเพราะใช้ยาชาหยอดไม่ต้องฉีดยา สายตาจะใช้งานได้เร็วในวันรุ่งขึ้น ทำกิจกรรมได้ตามปกติ แผลมีความแข็งแรงโอกาสติดเชื้อน้อยมากและไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล สามารถเข้ารับการสลายต้อและกลับบ้านได้เลย

การจะรักษาด้วยวิธีไหนผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจจากแพทย์โดยละเอียดโดยเฉพาะจอตาจะต้องประเมินดูว่าดีไม่มีโรคอื่นซ่อนเร้นการรักษาจึงจะได้ผลดี การตรวจวัดเลนส์ตาเทียมด้วยเครื่อง IOL Master ที่ทันสมัยก็เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะได้เบอร์เลนส์แก้วตาเทียมที่ถูกต้องเพราะใช้ลำแสงเลเซอร์เป็นตัววัด

โดยทั่วไปแล้วเราสามารถสลายต้อกระจกด้วยอุลตร้าซาวด์ได้ในทุกกรณี แม้ว่าต้อจะสุกแล้วก็ตามกรณีที่สลายไม่ได้ต้องผ่าตัดก็เช่น เลนส์แก้วตาเคลื่อนจากอุบัติเหตุ (Dislocation) กรณีที่เลนส์เคลื่อนไปบ้าง (Subluxation) อาจจะสามารถสลายได้ โดยการยิงโครงยึดเลนส์ (Capsular tension ring) ไว้ก่อนแล้วทำการสลายแต่ทั้งนี้จะต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาเท่านั้น

เลนส์แก้วตาเทียม

เลนส์แก้วตาเทียมที่นิยมใช้จะเป็นชนิดนิ่มที่พับได้เพื่อสอดเข้าไปในแผลซึ่งมีขนาดเล็ก เลนส์จะคืนตัวสู่สภาพเดิมและอยู่ในตาได้ถาวร เลนส์ทำด้วยวัสดุที่มีความปลอดภัยสูง (Acrylic) สีเหลืองกรองแสง UV 100% มี 4 ชนิด

  1. เลนส์แก้วตาเทียมที่แก้ไขสายตาปกติ (Aspheric Lens) ในคนไม่มีสายตาเอียงการมองเห็นในระยะไกลจะดีมากแต่ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือต่างหาก
  2. เลนส์แก้วตาเทียมที่แก้ไขสายตาเอียงได้ (Toric Lens) ผู้ป่วยบางคนจะมีสายตาเอียง จำเป็นต้องใช้เลนส์ชนิดนี้ ถ้าใส่เลนส์แบบแรกการมองไกลจะไม่คมชัดเท่าที่ควร เลนส์ชนิดนี้ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ
  3. เลนส์แก้วตาเทียมที่แก้ไขทั้งการมองใกล้และมองไกล (Bifocal Lens) พัฒนาขึ้นมาให้ไม่ต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ 80% ของผู้ป่วยที่ใช้เลนส์ชนิดนี้ สามารถขับรถ อ่านหนังสือได้ แต่ผู้ป่วยต้องทำ 2 ตาในช่วงเวลาที่ห่างกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการมองดีขึ้น เลนส์มอง 2 ระยะชนิดนี้มีชนิดที่สามารถแก้สายตาเอียงได้ด้วย (Toric Bifocal)
  4. เลนส์แก้วตาเทียม 3 ระยะ (Trifocal) สำหรับมองไกลระยะกลางสำหรับงานคอมพิวเตอร์ และระยะใกล้สำหรับอ่านหนังสือ

รูปเลนส์ตาเทียม

มีชนิดแก้สายตาเอียงได้ด้วยในคนที่ต้องการความคมชัดทั้ง 3 ระยะและมีสายตาเอียงร่วมด้วย (Toric Trifocal)

แพทย์และผู้ป่วยจะร่วมกันตัดสินใจว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับเลนส์ชนิดใดขึ้นกับผลการตรวจ ความต้องการใช้งานและกำลังทรัพย์ของผู้ป่วยเนื่องจากค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันในแต่ละชนิดของเลนส์

บทความโดย

น.พ.สมชาย กิตติพงษ์หรรษา

จักษุแพทย์ โรงพยาบาลขอนแก่นราม

eye-center

ศูนย์โรคตา

ศูนย์โรคตาโรงพยาบาลขอนแก่นราม ให้บริการและดูแลรักษาโรคทุกโรคและอาการต่างๆ เกี่ยวกับดวงตา โดยทีมจักษุแพทย์ของโรงพยาบาล พร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้มาตรฐานสำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา

อ่านเพิ่มเติม

โปรแกรมรักษาที่เกี่ยวข้อง

© 2019 โรงพยาบาลขอนแก่นราม