degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed
โรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก JCI (USA) Jci
label

การตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม - Mammogram



เครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมคืออะไร ?

หลักการของเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม คือจะใช้ X-ray Generator และหลอดเอกซเรย์สำหรับสร้างลำแสงเอกซเรย์ เมื่อมีการถ่ายเอกซเรย์เต้านม ลำแสงเอกซเรย์จะส่งมายังตัวรับสัญญาณภาพดิจิตอล (Digital Image Receptor หรือ Digital Detector) และจะแปลงมาเป็นข้อมูลดิจิตอล ที่สามารถแสดง ส่งผ่านข้อมูลภาพ หรือเก็บไว้ในรูปแบบทางอิเลคทรอนิค จัดการข้อมูลภาพได้หลากหลายวิธี เช่น สามารถส่งเข้าไปเก็บในระบบ PACS

เนื่องจากเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมมีมาตรฐาน DICOM สามารถส่งไปพิมพ์ภาพลงบนฟิล์มโดยใช้ดิจิตอลพริ้นเตอร์ หรือส่งภาพไปยังห้องผลวินิจฉัยของแพทย์ โดยภาพดิจิตอลแมมโมแกรมเป็นภาพที่มีรายละเอียดสูงจึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องใช้จอมอนิเตอร์สำหรับวินิจฉัยที่มีรายละเอียดสูง เพื่อช่วยในการวินิจฉัยผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจอมอนิเตอร์ที่รองรับภาพดิจิตอลแมมโมแกรมจึงต้องการจอมอนิเตอร์ที่มีรายละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล (5 MP)

ประโยชน์ของเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม

  1. มีความละเอียดสูงสามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก (Early Detection, Save live)
  2. ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการถ่ายเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมลดลง 30-60 % เมื่อเทียบกับการถ่ายเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมแบบ Analog
  3. ลดเวลาในการทำ Mammogram เนื่องจากสามารถถ่ายภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยเจ้าหน้าที่ไม่ต้องคอยเปลี่ยนฟิล์ม และล้างฟิล์ม
  4. ข้อมูลภาพ Digital สามารถปรับภาพได้ เช่น Brightness, Contrast, Zoom ,etc. โดยที่ไม่ต้องเรียกผู้ป่วยมาถ่ายซ้ำ
  5. ภาพมีความคมชัดมากกว่า จึงช่วยรังสีแพทย์บอกตำแหน่งของจุดหรือบริเวณที่มีความผิดปกติได้ดีกว่าชนิด Analog
  6. ลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยขณะทำแมมโมแกรม เนื่องจากมีแผ่นกดเต้านมชนิดพิเศษที่สามารถเอียงตามสัณฐานของเต้านม (Fully Automatic Self Adjusting Tilted หรือ F.A.S.T Paddle) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น และสามารถเก็บเนื้อเต้านมได้ครอบคลุมถึงหัวนมได้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นกดเต้านมทั่วไปที่กดตรงอย่างเดียว
  7. แพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยสามารถเรียกดูภาพได้จากหน้าจอมอนิเตอร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอดูจากฟิล์ม

ประโยชน์ของการทำแมมโมแกรม

การทำแมมโมแกรม เหมาะมากสำหรับเป็นการตรวจหา (หรือเช็ค หรือ screening) ในคนปกติ เพราะจะสามารถเห็นเนื้อที่ผิดปกติที่คาดว่าจะเจริญต่อไปเป็นมะเร็ง ตั้งแต่ที่มันยังไม่ได้ฟอร์มตัวเป็นก้อน หรือก้อนเล็กมากจนคลำไม่ได้ ซึ่งถ้าพบตอนนี้โอกาสรักษาหายขาดมีสูงมาก

ทำไมต้องทำแมมโมแกรม ?

ปัจจุบันนี้อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในประเทศไทยพบสูงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของผู้หญิง แมมโมแกรมเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจพบหินปูนในเต้านม ซึ่งหินปูนบางชนิดพบในมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกซึ่งไม่สามารถค้นพบจากการตรวจร่างกาย

วิธีการตรวจ

รูปการถ่ายเต้านมด้านตรง

รูปการถ่ายเต้านมแนวเอียง



เมื่อไหร่ที่ควรจะทำแมมโมแกรม?

ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจเป็นพื้นฐานอย่างน้อยหนึ่งครั้ง หรือปีเว้นปีในช่วงอายุ 35 - 40 ปี อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะหญิงที่มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว หรือญาติด้านมารดา อาจจะยิ่งต้องตรวจเนิ่นกว่าปกติ

กลุ่มใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ที่ควรมาตรวจแมมโมแกรมทุก 1 ปี

  • ผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม ได้แก่ มารดา พี่สาว น้องสาว บุตรสาว
  • ผู้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณหน้าอก
  • ผู้ที่รับยาฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว 1 ข้าง
  • ผู้ที่ได้รับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อพบภาวะที่เรียกว่า Atypical ductal hyperplasia

กำลังมีประจำเดือนอยู่ทำแมมโมแกรมได้หรือไม่

พบว่าระยะของประจำเดือน ไม่มีผลต่อภาพที่ได้จากแมมโมแกรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วงที่ใกล้มีประจำเดือน หรือกำลังมีประจำเดือนอยู่ เต้านมจะมีการคัดตึงตามธรรมชาติ ทำให้เจ็บเวลากดเต้านมขณะทำแมมโมแกรม ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการตรวจคือ 7-14 วันหลังมีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ต้องกังวลถ้าวันนัดของท่านไม่ตรงกับช่วงเวลาดังกล่าว

ทำแมมโมแกรมเจ็บหรือไม่

ขั้นตอนการตรวจแมมโมแกรมจำเป็นต้องมีการกดเต้านม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้เนื้อเต้านมแผ่ออกไม่บังสิ่งผิดปกติ (ถ้ามี)

นอกจากนี้ยังลดปริมาณรังสีที่เต้านมจะได้รับ แต่ท่านไม่ต้องกังวลว่าการตรวจจะเจ็บมาก เพราะจากการศึกษาของศูนย์ตรวจวินิจฉัยเต้านมโรงพยาบาลรามาธิบดี จากจำนวนผู้รับการตรวจ 765 ราย 23% บอกว่าไม่เจ็บเลย 48% เจ็บเล็กน้อย 25% เจ็บปานกลาง มีเพียง 4% ที่บอกว่าเจ็บมาก

การทำแมมโมแกรมได้รับรังสีมากไหม

ปริมาณรังสีที่ได้รับจากการทำแมมโมแกรมน้อยมากๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดอันตรายในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนการตรวจท่านควรแน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทารกได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น

การทำแมมโมแกรมเชื่อถือได้ 100% หรือไม่ว่าจะไม่พบมะเร็ง

มีภาวะบางประการที่ทำให้แมมโมแกรมมีข้อจำกัด ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ความหนาแน่นของเนื้อเต้านม เต้านมคนเรามีส่วนประกอบหลักๆ คือ ส่วนที่เป็นเนื้อของเต้านม (รวมท่อน้ำนม ต่อมน้ำนม เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน) และส่วนที่เป็นไขมัน ในรายที่เนื้อเต้านมหนาแน่นมาก เช่น อายุน้อย เนื้อเต้านมมีโอกาสบังสิ่งผิดปกติทำให้ตรวจไม่พบ นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่เราไม่ทำแมมโมแกรมในผู้หญิงอายุน้อยที่ไม่มีอาการผิดปกติของเต้านม

นอกจากนี้มะเร็งระยะต้นบางกรณี อาจตรวจพบได้ยาก หรือไม่สามารถแยกจากความผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็งได้ โดยรวมแมมโมแกรมอาจให้ผลปกติแม้มีมะเร็งเต้านมอยู่ โดยมีโอกาสพบกรณีเช่นนี้ได้ประมาณ 10% ดังนั้นจึงนำอัลตราซาวด์มาใช้เสริมกับแมมโมแกรมเพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจมากขึ้น


ตรวจอัลตราซาวด์ต่างกับแมมโมแกรมอย่างไร

การตรวจแมมโมแกรม จะมีประโยชน์มากในการตรวจหามะเร็งเต้านมซึ่งมีขนาดเล็ก เพราะสามารถตรวจได้ตั้งแต่ยังคลำก้อนไม่พบ แต่ประโยชน์นี้จะใช้ได้ดีในคนที่เริ่มสูงอายุ (มากกว่า 40 ปี) ซึ่งเนื้อเต้านมไม่หนาแน่นมาก การตรวจแมมโมแกรมจะเห็นรายละเอียดได้มาก แต่ในผู้อายุน้อยจะแปลผลแมมโมแกรมยาก และในกรณีที่พบก้อนก็ไม่สามารถบอกได้ว่าก้อนนั้นเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ

ส่วนการตรวจอัลตราซาวนด์ แม้ว่าจะสามารถตรวจหาจุดหินปูนซึ่งเป็นสัญญาณของมะเร็งเต้านม แต่สู้การใช้แมมโมแกรมไม่ได้ ข้อเด่นของการตรวจอัลตราซาวนด์ คือ สามารถใช้ในคนอายุน้อย อีกทั้งยังช่วยวินิจฉัยว่าก้อนต่างๆ ในเต้านมเป็นน้ำหรือเป็นก้อนเนื้อ ทำให้วางแผนการรักษาได้ง่ายขึ้น และหากจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะใช้เข็มเจาะก้อนที่เต้านมเพื่อนำเซลล์ของเต้านมหรือเนื้อเยื่อเต้านมส่งตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป

ข้อควรทราบอื่นๆ สำหรับการตรวจแมมโมแกรม

  • ถึงแม้แมมโมแกรมจะมีความสามารถสูงในการตรวจหามะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นแต่ก็ไม่ 100% เพราะฉะนั้นการตรวจหามะเร็งระยะเริ่มต้นต้องประกอบด้วย
    • คลำเต้านมตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง (Breast Self Examination - BSE)
    • ให้แพทย์ตรวจเต้านมปีละ 1 ครั้ง (Clinical Breast Examination - CBE)
    • สำหรับคนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป ให้ทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้งด้วย
  • ส่วนใหญ่คนที่ทำแมมโมแกรมจะได้รับการตรวจด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound) ด้วย แต่ในบางรายจะทำเฉพาะ ultrasound เท่านั้น ในรายที่สงสัยก้อนการทำ Ultrasound อย่างเดียวไม่สามารถทดแทนแมมโมแกรมในการตรวจหามะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นได้
  • ความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ จากแมมโมแกรมพบได้บ่อย ไม่ต้องตกใจ รังสีแพทย์อาจถ่ายฟิล์มท่าต่างๆ เพิ่มเติมหรือนัดให้ตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น ทุก 6 เดือน สักระยะหนึ่ง
  • ควรนัดมาตรวจแมมโมแกรมในช่วงที่ไม่คัดเต้านม เพราะจะทำให้เจ็บน้อยลงขณะตรวจ หรืออาจจะไม่เจ็บเลยก็ได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือหลังจากประจำเดือนหมดใหม่ๆ
  • วันมาตรวจควรสวมชุดครึ่งท่อนเพื่อความสะดวกในการตรวจ
  • วันมาตรวจต้องไม่ทาครีม แป้ง น้ำหอม หรือน้ำยาดับกลิ่นตัวบริเวณเต้านมและรักแร้ทั้งสองข้าง เพราะอาจทำให้ดูเหมือนมีความผิดปกติ (หินปูน) ในภาพแมมโมแกรมได้

สรุปแล้ว ผู้หญิงทุกคน ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำทุกเดือน และพบแพทย์เพื่อตรวจเต้านมทุกปี พออายุ 35 ปี ควรได้รับการทำแมมโมแกรมเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน base line 1 ครั้ง จากนั้นเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะได้ตรวจพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาให้หายขาด


เอกสารอ้างอิง

  • Smith, A. Full-Field Breast Tomosynthesis, Hologic reference paper, 2003 ,Available from :asmith@hologic.com
  • http://www.nci.nih.gov/cancertopics/types/breast
  • Elta D.Pisano, Martin J.Yaffe, Cherie M.Kuzmiak. Digital Mammography, Lippincott Williams & Wilkins



© 2018 โรงพยาบาลขอนแก่นราม