degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed

ศูนย์โรคหัวใจ & บอลลูนหลอดเลือดหัวใจ

label

ศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลขอนแก่นราม ประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ ทั้งอายุรแพทย์ด้านหัวใจและศัลยแพทย์หัวใจ อีกทั้งยังมีบุคลากรด้านการแพทย์ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะได้แก่ พยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ และนักกายภาพบำบัด

อาการผิดปกติต่างๆ ของโรคหัวใจที่ควรรีบปรึกษาแพทย์ เช่น

  • ใจสั่น
  • แน่นหน้าอก จุกลิ้นปี่ หายใจไม่ออก
  • เหนื่อยง่าย หรืออยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย
  • หายใจลำบากเมื่อนอนหงาย หรือตอนออกกำลังกาย
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
  • ใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือรู้สึกใจเต้นช้ากว่าปกติ
  • น้ำหนักตัวเพิ่ม เท้าหรือข้อเท้าบวมมากขึ้น
  • เหงื่อออกง่าย ตัวเย็น เป็นต้น

การบริการของเรา

1. การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจ

1.1 การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG : Electrocardiography)
เป็นการตรวจเพื่อดูสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วยการรับสัญญาณไฟฟ้าผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดบนผิวหนังบริเวณหน้าอก และบันทึกหรือแสดงบนจอภาพด้วยอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกร่างกาย

1.2 การบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter monitor)
คือเครื่องบันทึกการทำงานของหัวใจ เป็นเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram หรือ EKG) ซึ่งมีขนาดเล็กสามารถพกติดตัวไปได้เครื่องจะบันทึกคลื่นหัวใจไว้เพื่อให้แพทย์นำมาวินิจฉัย มีประโยชน์คือ

    • เพื่อติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติแต่ไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ทั่วไป
    • เพื่อติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอด 24-48 ชั่วโมง ว่าเกิดคลื่นไฟฟ้าใดผิดปกติ เวลา และอาการ
    • เพื่อให้แพทย์ประเมินความถี่และความรุนแรงของการเกิดหัวใจเต้นผิดปกติขณะทำกิจวัตรประจำวัน

1.3 การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram)
คือ หลักการสะท้อนกลับขอเสียงความถี่สูง เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านอวัยวะต่างๆ จะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำกับเนื้อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้นภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย Echocardiogram จึงช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษาในโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ วิธีการตรวจคือการใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณผนังทรวงอกด้านนอก (Transthoracic Echocardiogram) เป็นการตรวจที่นิยมทำกันทั่วไป วิธีการค่อนข้างง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่มีอันตรายใดๆ เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อยสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที

1.4 การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST : Exercise Stress Test)
โดยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยวิธีเดินบนสายพาน เพื่อทดสอบว่า ในขณะที่ออกกำลังกาย หัวใจจะเกิดภาวะการขาดเลือดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากหากผู้ป่วยมีภาวะของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตันอยู่ จะมีผลทำให้มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอขณะออกกำลังกาย และทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไป โดยจะทำการต่ออุปกรณ์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เดินอยู่เครื่องก็จะบันทึกและแสดงลักษณะของคลื่นนำไฟฟ้าภายในหัวใจพร้อมทั้งความดันโลหิต ในขณะทดสอบจะมีการเพิ่มความเร็ว และความชันของเครื่องตามโปรแกรม การตรวจ EST นี้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยสภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่มีประสิทธิภาพ

1.5 การทดสอบภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการใช้เตียงปรับระดับ (Tilt Table Test) การตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt Table Test)
เป็นการตรวจโดยใช้เตียงที่ปรับเอียงได้เพื่อหาสาเหตุของภาวะเป็นลมหมดสติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อระบบประสาทอัตโนมัติทำงานผิดปกติ ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง และหลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลง เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยและเป็นลมหมดสติในที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยสาเหตุของภาวะเป็นลมหมดสติและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้

1.6 การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA : Computed Tomographic Angiography)
เป็นวิธีการตรวจหัวใจเพื่อดูเส้นเลือดของหัวใจว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน หรือความผิดปกติอื่นๆ ของหลอดเลือดหัวใจบ้างหรือไม่

Cardio 3 Cardio 2

ข้อบ่งชี้ในการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

  1. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน สูบบุหรี่ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  2. ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือมีหลอดเลือดหัวใจผิดปกติ เช่นมีอาการเจ็บหน้าอก
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูงให้ผลผิดปกติ หรือไม่สามารถบอกความผิดปกติได้ชัดเจน
    • มีข้อห้ามหรือไม่เหมาะสมในการตรวจหัวใจด้วยวิธีอื่น

1.7 การตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องวินิจฉัยสนามแม่เหล็ก (MRI : Magnetic Resonance Imaging)
เป็นการวินิจฉัยโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยเครื่องสร้างภาพด้วยคลื่นสะท้อนในสนามแม่เหล็ก ซึ่งสามารถให้ภาพของหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน โดยผู้ป่วยไม่ต้องได้รับรังสีเอกซ์ และสารทึบรังสีเหมือนกับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังช่วยในการวินิจฉัยโรคหัวใจชนิดต่างๆ เช่น ตรวจหาการตีบตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ หรือรอยแผลเป็นที่หัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น

Cardio 1

ผู้ป่วยที่ควรได้รับการตรวจหัวใจด้วยเครื่อง MRI

  1. ผู้ป่วยที่สงสัยภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ไม่สามารถทำการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง หรือการสวนหัวใจโดยตรงได้ เนื่องจากมีข้อห้าม เช่น ภาวะไตเสื่อม หรือแพ้สารทึบรังสี
  2. ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยง่าย ซึ่งสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ผลการตรวจพิเศษอย่างอื่นไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถตรวจพิเศษอย่างอื่นได้ เช่น การเดินสายพาน เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยที่สงสัยภาวะโรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  4. ผู้ป่วยที่สงสัยภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน

2. การรักษาโรคหัวใจ

2.1 การสวนหัวใจและการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (CAG : Coronary Angiogram)

2.2 การถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวนและใส่ขดลวดค้ำยัน (PCI : Percutaneous Coronary Intervention)



ศูนย์ตรวจสวนหัวใจ และหลอดเลือด & บอลลูนหลอดเลือดหัวใจ โรงพยาบาลขอนแก่นราม ให้บริการดูแลหัวใจอย่างครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟู เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ ได้แก่ อายุรแพทย์โรคหัวใจที่เชี่ยวชาญการสวนหัวใจ Interventionist และศัลยแพทย์หัวใจ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ และประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะ

หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญ ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้โดยอาศัยหลอดเลือดเล็กๆ 3 เส้นหลัก โรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน Coronary Artery Disease : CAD เป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

หลอดเลือดหัวใจตีบ

เกิดจากการที่ไขมันมาเกาะบนเนื้อเยื่อบุภายในผนังหลอดเลือด ทำให้รูหลอดเลือดค่อยๆ ตีบแคบลง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ จนกระทั่งตีบแคบลงเกินร้อยละ 50 ของเส้นผ่าศูนย์กลาง หลอดเลือดจึงจะแสดงอาการ ถ้าบริเวณที่ตีบแคบนี้ถูกลิ่มเลือดไปอุดตันอย่างทันทันใด กล้ามเนื้อหัวใจจะเกิดภาวะขาดเลือดทันที ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย และผู้ป่วยจะมีอันตรายถึงชีวิต


บริการของเรา

1. การตรวจวินิจฉัยโดยการสวนหัวใจและการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ - CAG : Coronary Angiogram

คือ การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยการสอดสายสวน - Catheter ขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร ผ่านผิวหนังบริเวณขาหนีบ หรือข้อมือเข้าเข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ถึงหลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าไปเพื่อดูการไหลเวียนของเลือด และตรวจหาความผิดปกติต่างๆ เป็นการตรวจที่ถูกต้องแม่นยำ แพทย์สามารถมองเห็นเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจได้โดยตรงว่ามีการอุดตันมากน้อยเพียงใด อุดตันกี่แห่ง สภาพที่อุดตันสามารถทำการรักษาด้วยวิธีถ่างขยายหลอดเลือดที่อุดตันด้วยบอลลูนหรือไม่

ระยะเวลาในการตรวจสวนหัวใจเฉลี่ย ประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง และใช้เวลาพักอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 วัน และขณะทำก็ไม่มีการใช้ยาสลบแต่อย่างใด จะใช้เฉพาะยาชาเฉพาะที่เท่านั้น ขณะตรวจผู้ป่วยจะสามารถมองผ่านทางจอภาพได้ตลอดเลา และเมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ท่านก็จะทราบผลการตรวจทันที

2. การถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวนและใส่ขดลวดค้ำยัน - PCI : Percutaneous Coronary Intervention

คือ การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบผ่านสายสวนมีขั้นตอนเบื้องต้นเหมือนกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพียงแต่ใช้สายนำ Guiding catheter ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางด้านในใหญ่กว่าสายตรวจที่ใช้ในการฉีดสี - Diagnostic catheter เมื่อปลายสายนำอยู่ในหลอดเลือดหัวใจแล้ว แพทย์จะสอดเส้นลวดขนาดเล็กกว่าเส้นผมผ่านสายนำเข้าไปจนกระทั่งปลายเส้นลวดผ่านเลยจุดตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ

หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เส้นลวดเป็นแกนช่วยนำสายชนิดพิเศษที่มีบอลลูนติดอยู่ตรงปลาย ใช้ภาพเอกซ์เรย์ที่เห็นบนจอช่วยในการวางตำแหน่งบอลลูนให้ตรงกับจุดที่มีการตีบแคบของหลอดเลือด แล้วใช้แรงดันทำให้บอลลูนกางออก แรงดันของบอลลูนจะผลักรอยตีบของหลอดเลือดหัวใจให้เปิดกว้างทำให้เลือดที่มีออกซิเจนไหลผ่านหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น อาการเจ็บจุก หรือแน่นหน้าอกก็จะหายไป

การรักษาด้วยวิธีนี้จะกระทำภายในห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจที่มีเครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ความสำเร็จในการขยายหลอดเลือดมากกว่าร้อยละ 90 หลังการรักษาท่านจะได้รับคำแนะนำให้พักในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วันเท่านั้นก็จะสามารถกลับบ้านได้

3. การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ - Pacemaker Implantation

คือ เครื่องมือพิเศษที่ให้สัญญาณไฟฟ้าออกมา ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจเต้นช้า เพื่อกระตุ้นให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดเป็นปกติ หรือใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดทั้งในขณะพักและออกกำลังกาย

© 2020 โรงพยาบาลขอนแก่นราม
Terms And Conditions