degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed
โรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก JCI (USA) Jci

คลินิกอายุรกรรมประสาทและสมอง

label

คลินิกโรคระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลขอนแก่น ราม ให้บริการตรวจวินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทและสมองอย่างครอบคลุม โดยแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มีทีมพยาบาลและนักกายภาพบำบัด ที่จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดี และสามารถกลับไปดำรงชีวิตตามปกติได้ดังเดิม

การบริการของเรา

ตรวจวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของโรคระบบประสาททุกประเภท เช่น

  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคเส้นเลือดสมองตีบ
  • โรคเส้นเลือดสมองอุดตัน
  • โรคเส้นเลือดในสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขา อ่อนแรง
  • โรคลมชัก
  • โรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • อาการปวดศีรษะ
  • โรคเวียนศีรษะ บ้านหมุน
  • โรคอัลไซเมอร์
  • โรคสมองเสื่อม (Dementia)
  • โรคชาตามปลายมือปลายเท้า หรือโรคปลายประสาทอักเสบ
  • โรค Belle’s Palsy (โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก) เป็นต้น
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อย เช่น
  1. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หมายถึง ภาวะที่สมองขาดออกซิเจนเนื่องมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้สมองตายภายในไม่กี่นาที มีอาการดังนี้
    • แขนขาอ่อนแรงโดยเฉียบพลัน หรือมีอาการอัมพฤกษ์ หรือชาบริเวณใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง
    • พูดลำบาก หรือไม่เข้าใจบทสนทนา
    • ตาพร่ามัว หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็น
    • มีปัญหาการทรงตัวหรือบ้านหมุน
    • ปวดศีรษะเฉียบพลัน
    • มีอาการมึนงงอย่างรุนแรง
  2. โรคลมชัก
  3. อาการปวดศีรษะ
  4. โรคพาร์กินสันและการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  5. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  6. โรคเวียนศีรษะ
  7. โรคความจำเสื่อม อัลไซเมอร์
  8. โรคสมองเสื่อม (Dementia)
  9. โรคชาตามปลายมือปลายเท้า หรือโรคปลายประสาทอักเสบ
  10. โรค Belle’s palsy (โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก)

โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของร่างกายจนทำให้เกิดอาการชัก โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ก็มักจะพบในผู้ป่วยเด็กและผู้สูงอายุ

เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อตึงตัว จากความเครียด อาการปวดบริเวณใบหน้าเนื่องจากปลายประสาทสมองคู่ที่ห้าอักเสบ ปวดศีรษะที่เกิดจากสาเหตุกระดูกและกล้ามเนื้อต้นคอ จากไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะจากขากรรไกร ปวดศีรษะจากต้อหิน ปวดศีรษะจากความดันโลหิตสูง หรือปวดศีรษะจากเส้นเลือดสมองแตก

สาเหตุ เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมอง โดยเฉพาะส่วนที่สร้างโดพามีน (Dopamine) ทำให้โดพามีนมีปริมาณน้อยลง จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหว

กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis : MG) คือโรคที่มีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้น้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย

เวียนศีรษะ Dizziness สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ จากหูชั้นใน และจากระบบความดันโลหิต

อัลไซเมอร์ (Alzheimer) หรือ “โรคความจำเสื่อม” เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเสื่อมคุณภาพของเซลล์สมองที่มักเกิดขึ้นตามวัย บางกรณีจะเกิดจากพันธุกรรม

โรคสมองเสื่อม (Dementia) เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมอง มีการสูญเสียหน้าที่ของสมองหลายด้านพร้อมๆ กันแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิดขึ้นอย่างถาวร ส่งผลให้มีการเสื่อมของระบบความจำและการใช้ความคิดด้านต่างๆ ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการแก้ไขปัญหาหรือการควบคุมตนเอง มีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ พฤติกรรม และส่งผลกระทบต่อการทำงาน รวมถึงการดำรงชีวิตประจำวัน

อาการชาที่บริเวณปลายมือปลายเท้าพบได้บ่อยในวัยทำงาน ถ้าเป็นเล็กน้อยมากกว่า 2-3 วัน และไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูก่อน อาจจะออกกำลังกาย เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ระหว่างวัน หากยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ก่อนมีอาการมากขึ้น อาการชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เกี่ยวข้องกับการทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ

สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งส่วนมากจะเกิดจากภาวะที่เส้นประสาทควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้ามีการอักเสบ หรือ ติดเชื้อไวรัสปลายประสาทคู่ที่ 7 อักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ดื่มน้ำมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีอาการลิ้นชาหรือหูอื้อๆ ร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง

เทคโนโลยีทางการแพทย์

เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG : Electroencephalogram)

EEG เป็นการตรวจพิเศษเฉพาะทางประสาทวิทยาชนิดหนึ่งที่สามารถบอกตำแหน่งและความผิดปกติในการทำงานของสมองได้ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าซึ่งเกิดจากผลรวมของกระแสไฟฟ้าของกลุ่มเซลล์ในสมอง ผลการตรวจจะปรากฏเป็นรูปกราฟในจอภาพ คลื่นสมองจะมีลักษณะเคลื่อนไหวขึ้นและลงเหมือนคลื่นทั่วไป โดยใช้หน่วยการวัดเป็นรอบต่อนาที เมื่ออยู่ในภาวะปกติคลื่นไฟฟ้าสมองก็เป็นปกติ แต่เมื่อเกิดความผิดปกติของสมอง เช่น ภาวะชัก ภาวะสับสน ความผิดปกตินั้นก็สามารถตรวจได้จากการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

ข้อบ่งชี้ในการทำ EEG
  1. เพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นลมชัก
  2. เพื่อวินิจฉัยระหว่างโรคลมชักและการแกล้งชัก
  3. ช่วยในการวินิจฉัยโรคทางสมองและบอกตำแหน่งของพยาธิสภาพในสมอง เช่น เนื้องอกสมอง ฝีในสมอง โรคติดเชื้อของระบบประสาท
  4. บอกระดับการตื่นของสมอง ในผู้ป่วยที่มีความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วยวินิจฉัยผู้ ป่วยที่ซึมลง สับสน หรือหมดสติ (โคม่า) และสงสัยว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการชักที่ไม่มีการเกร็งกระตุก (Non-convulsive seizure)
  5. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าของการนอนหลับ เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการหลับ เช่น โรคง่วงหลับ (Narcolepsy)
  6. ช่วยแยกผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชว่า มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของจิตใจ หรือเกิดจากพยาธิสภาพในสมองหรือโรคลมชัก

Ct 2

ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองและการเตรียมตัว

การเตรียมตัวสำหรับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองไม่ต้องอดน้ำ อดอาหาร ไม่มีการใช้ยาแก้ปวด หรือการฉีดยาร่วมด้วย เป็นการตรวจแบบผู้ป่วยนอกโดยเตรียมตัวดังนี้

  1. ผู้ป่วยควรรับประทานยากันชักตามปกติ
  2. วันนัดตรวจ ต้องสระผมด้วยแชมพูและล้างผมให้สะอาด ห้ามใช้ครีมนวดผม ควรปล่อยให้ผมแห้งก่อนมาถึงห้องตรวจ ไม่ควรใส่น้ำมันแต่งผม เจลแต่งผม เพราะจะมีผลต่อการบันทึกภาพคลื่นไฟฟ้าสมองได้
  3. ผู้ป่วยควรอดนอนหรือนอนให้ดึกที่สุดในวันก่อนมาตรวจ โดยให้นอนประมาณ 4 ชั่วโมงเนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องหลับระหว่างการตรวจ เพื่อหาชนิดของความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง
  4. รับประทานอาหารได้ตามปกติก่อนตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ไม่ควรงดอาหารเนื่องจาก อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติจากภาวะน้ำตาลต่ำกว่าปกติ
  5. ระยะเวลาในการตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง
เครื่องตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI : Magnetic Resonance Imaging)

MRI คือเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ แล้วนำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้ได้ภาพอวัยวะภายในของร่างกาย เช่น สมอง กระดูกสันหลัง ตับ ไต ข้อ ที่มีความคมชัด สามารถแยกเนื้อเยื่อของร่างกายที่ปกติและที่ผิดปกติออกจากกันได้

ข้อบ่งชี้และข้อดีในการใช้ MRI
  1. MRI สามารถให้ภาพที่แยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน ทำให้มีความถูกต้องแม่นยำในการวินิจฉัยโรคมากยิ่งขึ้น
  2. ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก (Non bony parts) คือเนื้อเยื่อ (Soft tissues) โดยเฉพาะสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย
  3. ใช้ได้ดีกับ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อ
  4. สามารถตรวจเส้นเลือดได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการฉีดสารทึบรังสี
  5. ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหมือนใน CT scan เพราะไม่ใช้คลื่นรังสี

นอกจากนี้ยังมี MRI of Blood Vessels สามารถตรวจหลอดเลือดของอวัยวะต่างๆ ได้ดี (Magnetic Resonance Angiography : MRA) เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง หรือการตีบตันของหลอดเลือดไต โดยไม่ต้องเจาะใส่สายสวนเพื่อฉีดสี มีความปลอดภัยสูง ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวใดๆ ทั้งก่อนและหลังการตรวจ และสามารถกลับบ้านได้ทันที

Ct 1

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan : Computerized Tomography Scan)

CT Scan คือการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งแพทย์จะฉายรังสีเอกซเรย์ตามร่างกายบริเวณที่ต้องการตรวจ แล้วใช้คอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพฉายลักษณะและอวัยวะภายในร่างกาย โดยวิธีการนี้จะได้ภาพที่มีความละเอียดสูงกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา และสามารถใช้ตรวจอวัยวะภายในร่างกายได้เกือบทุกส่วน

ข้อบ่งชี้ในการทำ CT Scan
  1. ตรวจวินิจฉัยอาการป่วย เช่น การไหลเวียนของเลือด การเกิดลิ่มเลือด ภาวะสมองขาดเลือด ภาวะเลือดออกของอวัยวะภายใน รอยแตกร้าวของกระดูก เนื้องอก และเนื้อร้าย
  2. ติดตามการรักษาอาการป่วย ทั้งในระหว่างการรักษาและหลังการรักษา เช่น ตรวจดูขนาดของก้อนเนื้องอก ตรวจผลหลังการรักษามะเร็ง
  3. ตรวจเป็นแนวทางประกอบการรักษา เช่น ตรวจหาขนาดและรูปร่างของก้อนเนื้อก่อนทำรังสีบำบัด

การเตรียมตัวตรวจ ต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และต้องมีการเจาะเลือดดูการทำงานของไต ค่า Creatinine ต้องอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถึงจะทำการฉีดสีได้


© 2017 โรงพยาบาลขอนแก่นราม