degrees call-center-agent ambulance stethoscope hours-phone-service wifi-connection-signal-symbol drink-water water-heater bowl-in-a-microwave freezer wardrobe computer cutlery table sofa newspaper cd-player television bathroom-furniture toilet patient-in-hospital-bed hospital-bed
โรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลก JCI (USA) Jci
label

ศูนย์โรคภูมิแพ้และโรคหืด

ศูนย์โรคภูมิแพ้และโรคหืด โรงพยาบาลขอนแก่นราม ให้บริการผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และโรคหืด ครอบคลุมทั้งด้านการตรวจวินิจฉัยอาการ การรักษา การให้ยา รวมถึงการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ โดยแพทย์เฉพาะทางสาขาโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกัน ที่มากประสบการณ์ อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

โรคภูมิแพ้เกิดจากร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไป แล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารนั้นมากผิดปกติ ภายหลังเมื่อได้รับสารนั้นเข้าไปอีก ภูมิคุ้มกันดังกล่าวก็จะกระตุ้น ให้เกิดอาการ

  1. เป็นที่ตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
  2. เป็นที่จมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ
  3. เป็นที่หลอดลม เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (Asthma)
  4. เป็นที่ผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis)
  5. เป็นที่ระบบทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (Food allergy)

อาการภูมิแพ้หืดหอบที่พบได้บ่อย เช่น

  • คัดจมูก เป็นหวัดบ่อยครั้ง
  • คันที่เพดานปาก
  • น้ำมูกไหล จามบ่อย คัดจมูก คันคอ
  • มีผื่นคันที่ผิวหนัง หรือเป็นผื่นลมพิษ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคืองตา น้ำตาไหล
  • หอบหืด
  • ไอ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • แพ้อาหาร หรือแพ้ยา
  • แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยสาเหตุ และให้การรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่อาการจะลุกลาม และกลายเป็นอาการภูมิแพ้อย่างรุนแรงที่เรียกว่า อนาไฟแลกซิส Anaphylaxis คือ มีอาการบวมของใบหน้าและระบบทางเดินหายใจ หากรักษาไม่ทันอาจช็อคและเสียชีวิตได้

การบริการของเรา

  1. การตรวจวินิจฉัย
    • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง Skin Test
    • การตรวจสารก่อภูมิแพ้ด้วยการตรวจเลือด ImmunoCAP Test
  2. การรักษา
    • การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้

1.การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุเพื่อให้ทราบว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใด ทำได้โดยการตรวจเลือด หรือการทดสอบทางผิวหนัง โดยทั่วไปแล้วนิยมวิธีการทดสอบทางผิวหนัง เพราะมีความแม่นยำสูง ทำได้ง่ายรวดเร็ว และให้ผลทันที

    • Skin Test การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
      โดยการสะกิดผิวหนังโดยใช้ปลายเข็มเพื่อให้น้ำยาที่ต้องการทดสอบซึมลงสู่ผิวหนัง รอ 15 นาที ถ้าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด จะเกิดปฏิกิริยา นูน บวม แดง บริเวณนั้นๆ โดยทั่วไปสามารถทดสอบได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน และในผู้สูงอายุ อาจให้ผลลบลวงได้ เพราะความไวของผิวหนังน้อย
    • ImmunoCAP Test การตรวจสารก่อภูมิแพ้ด้วยวิธีการตรวจเลือด
      มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีการทำ Skin Test ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำการทดสอบทางผิวหนังได้

การเตรียมตัวก่อนการทดสอบภูมิแพ้

    • งดยาแก้แพ้ก่อนวันนัด 7 วัน
    • ยาบางชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้แพ้ เช่น ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัน ต้องงดก่อนมาทดสอบประมาณ 7 วัน
    • ในกรณีที่ใช้ยาพ่นต่างๆ เช่น พ่นจมูก หรือยาพ่นสูด ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ ไม่ต้องงด
    • ยาสเตียรอยด์ชนิดทาผิวหนัง ก็มีผลกดปฏิกิริยาการทดสอบ ควรงดก่อนเช่นกัน
    • ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนมาทดสอบ

2.การรักษา

การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้

คือใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น โดยวิธีฉีดเข้าใต้ผิวหนังทีละน้อยๆ ในระยะ 2-3 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้ง โดยฉีดที่แขนสลับข้างกัน และค่อยๆ เพิ่มปริมาณของวัคซีนทีละน้อยตามลำดับ หลังจากฉีดได้ขนาดสูงสุดแล้ว จะค่อยๆ เพิ่มระยะห่างของการฉีดวัคซีนออกไปจนถึงฉีดแค่เดือนละครั้ง เพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นคงระดับสูงอยู่ได้ตลอดเวลา และควรฉีดเดือนละครั้งต่อเนื่องไปนาน 3 ปี จึงจะพิจารณาหยุดฉีดได้ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ครบ 3 ปีขึ้นไป จะมีระดับภูมิคุ้มกันที่ยาวนานอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปีจนเกือบตลอดชีวิตหลังหยุดฉีด

ข้อดีของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้

      • เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ คือ แก้ไขที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีความผิดปกติในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้
      • เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการทุกระดับตั้งแต่แพ้น้อยจนถึงแพ้มาก หรือผู้ที่รักษาด้วยยา หรือวิธีการอื่นแล้วไม่ได้ผลดี หรือผู้ที่ใช้ยาแล้วมีผลข้างเคียงของยามาก หรือผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารที่ตนเองแพ้ได้ ตลอดจนผู้ที่ไม่อยากใช้ยาบ่อยๆ
      • ผู้ที่เป็นโรคหืด โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การฉีดวัคซีนจะช่วยให้อาการของโรคเหล่านี้ทุเลาลง สามารถลดการใช้ยาถึงหยุดใช้ยาได้ (ขึ้นกับระดับความรุนแรงเริ่มต้นของผู้ป่วย)
      • ผู้ที่มารับการฉีดวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ อาการจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 70-90 ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการมาฉีด ชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

ผลเสียของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้

      • อาการแพ้ เช่นเดียวกับการแพ้ยาฉีดชนิดอื่น เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา คันคอ ไอ หรือหอบหืด ลมพิษ ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน กล่องเสียงบวมเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ และอาจถึงช็อคได้
      • อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะเห็นผล และต้องฉีดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

การปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีนภูมิแพ้

      • ต้องนั่งพักให้แพทย์ดูอาการ และสังเกตการบวมบริเวณที่ฉีดทุกครั้ง อย่างน้อย 30 นาที
      • ห้ามออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก หลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากจะทำให้สารก่อภูมิแพ้ที่ฉีดมีโอกาสดูดซึมไปทั่วร่างกายมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้
      • หลังฉีด 24 ชั่วโมง ให้สังเกตการบวมหรือผื่นแดงบริเวณที่ฉีด และบันทึกไว้ และก่อนฉีดวัคซีนทุกครั้ง ควรรายงานแพทย์ว่ามีการบวม แดงบริเวณที่ฉีดครั้งที่แล้วหรือไม่ ขนาดเท่าใด และมีอาการผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่ เพื่อแพทย์จะได้สั่งขนาดวัคซีนที่จะฉีดให้พอเหมาะ ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้
      • ผู้ป่วยควรดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดี โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทุกประเภท และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานได้ดี ภายหลังได้รับการกระตุ้นจากวัคซีน ซึ่งจะทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้มากและเร็ว
© 2018 โรงพยาบาลขอนแก่นราม